ไปด้วยกัน ไปได้ไกล ทำ Collaboration ยังไงให้ปัง

Digimusketeers
8 April 2022

การตลาดยุคนี้แข่งกันดุเดือดก็จริง แทนที่จะห้ำหั่นกันด้วยราคา บางแบรนด์เลือกที่ะแข่งด้วยการทำ Collaboration ไม่ว่าจะเป็นการทำ Product Collab หรือสินค้า Limited Edition ในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Collaboration Marketing คือ การร่วมมือของ 2 แบรนด์ หรือมากกว่านั้น จะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน หรือไม่อยู่ในธุรกิจเดียวกันก็ได้ โดยการร่วมมือกันนั้นต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภคและตัวแบรนด์เอง

Collaboration Marketing ดีต่อแบรนด์อย่างไร

ประโยชน์ของกลยุทธ์ Collaboration Marketing หากมีการวางแผนที่ดี สื่อสารกันให้เข้าใจ ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าทีเดียว เป็นกลยุทธ์ที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย ทั้งฝั่งแบรนด์ และผู้บริโภคที่จะได้พบความแปลกใหม่และสดใหม่จากแบรนด์ที่พวกเขาติดตาม และมีโอกาสที่แบรนด์จะเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้เป็นลูกค้าประจำได้ 

  • ขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ดี หรือเกิดการแลกเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าของแต่ละแบรนด์ 
  • เพิ่มโอกาสในการขาย
  • สร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ดี
  • แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • แบรนด์อยู่ในกระแสและเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง
  • ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูทันสมัยขึ้น เพราะการทำ Collab สื่อว่าแบรนด์ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา
  • สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค เช่น ได้เห็นสินค้าในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือได้เห็นการร่วมมือของ 2 แบรนด์ที่แตกต่างกัน

จริงๆ แล้ว การ Collab อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ของการทำตลาด ในปัจจุบันเทรนด์การ Collab มีให้เห็นออกมาเรื่อยๆ ไม่เคยขาด วันนี้ DigiMusketeer จะแชร์การร่วมมือกันของทั้ง 3 ตัวอย่าง 3 ความร่วมมือที่สร้างเสียงฮือฮาในโลกออนไลน์ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา

ช้างดาว x ห่านคู่ 2 ตำนานมาเจอกัน

หากคุณเป็นคนไทย คุณต้องรู้จัก 2 แบรนด์ในตำนานอย่าง ช้างดาว และ ห่านคู่ โดยทั้ง 2 แบรนด์ล้วนก่อตั้งมาแล้ว 69 ปี เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นในวงการธุรกิจกันมาตลอด เพื่อฉลองความยิ่งใหญ่ ทั้ง 2 แบรนด์จึง Collab กันโดยออก Legendary Edition ตอกย้ำแฟชั่นเหนือกาลเวลา ด้วยการเปิดตัว “รองเท้าแตะช้างดาวรุ่นห่านคู่” และ “เสื้อยืดห่านคู่รุ่นช้างดาว” เน้นความเป็นเอกลักษณ์ของทั้ง 2 แบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าได้เก็บสะสม

นอกจากนี้ ยังมี “กระเป๋าย่ามช้างดาว x ห่านคู่” ผ้าที่ผลิตจากผ้าสำหรับทำรองเท้าผ้าใบนันยาง และผ้าด้านในกระเป๋าก็ผลิตจากผ้าห่านคู่ อีกทั้งยังเพิ่มความพิเศษด้วยการผลิตออกมาในจำนวนจำกัด 10,000 ชุด และมีการใส่รหัสตั้งแต่ 0000 –10000 เป็นที่ระลึกให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้า

ภาพจาก https://www.facebook.com/NanyangLegend

หากมองในมุมการวิเคราะห์คู่แข่ง ทั้งช้างดาวและห่านคู่นับว่าเป็นคู่แข่งทางตรง (Direct competitor) หมายถึง ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน และจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน แต่เมื่อร่วมมือกันแล้ว ก็ดึงดูดความสนใจได้ดี อีกทั้งยังสร้างประสบการณ์ใหม่และสานสัมพันธ์กับลูกค้าที่ผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต และยังสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ แต่ก็พร้อมปรับตัวอยู่เสมอ ทำให้เมื่อสินค้าวางจำหน่ายซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี 

Lacoste x Minecraft

มาถึงแบรนด์ในฝั่งต่างประเทศบ้าง Lacoste ได้ร่วมมือกับ Minecraft เปิดโลกแฟชั่นสู่โลกเกมเมอร์ ในคอลเลกชัน Croco Island โดยร่วมกันพัฒนาเสื้อผ้า Ready-to-ware ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย ด้วยการร่วมงานกับศิลปินระดับโลก ลายกราฟิก 8bit และแบรนด์แฟชั่นสายสตรีท นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์สปอร์ต ทั้งเสื้อโปโล สเวตเตอร์ เสื้อยืด กระเป๋าคาดอก กระเป๋าเป้ และหมวกแก๊ป

การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของทั้ง 2 แบรนด์ ช่วยให้แบรนด์ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นอย่างแน่นอน และยังสร้างกระแสการพูดถึงในวงกว้าง ซึ่งแบรนด์ก็สามารถสร้าง Earned Media จากผู้บริโภคได้อีกด้วย เมื่อใครได้สวมใส่เสื้อผ้าคอลเลกชันนี้ก็อยากบอกต่อให้เพื่อนหรือคนรอบตัวได้รู้ด้วย 

ภาพจาก https://www.facebook.com/LacosteThailand

Omega x Swatch

มาถึงการ Collab ครั้งสำคัญที่ทำให้ห้างแตก นั่นคือ Omega x Swatch ที่อยู่ในเครือ Swatch Group การร่วมมือของแบรนด์นาฬิกาชื่อดังที่เปิดตัวนาฬิกา Omega x Swatch Speedmaster MoonSwatch ที่มีด้วยกัน 11 รุ่น ในวันเปิดขายครั้งแรกตั้งแต่ห้างฯ ยังไม่เปิด ก็มีผู้คนแห่ไปต่อคิวซื้อเพียบ จนเกิดกจลาจลย่อมๆ ทำให้หลายที่ต้องประกาศยุติการจำหน่ายชั่วคราว

ความพิเศษของการ Collab ครั้งนี้อยู่ที่การวางจำหน่ายในราคาที่จับต้องได้ เพราะเมื่อดูจากความเป็นมา Omega ที่มีอายุมากกว่า 170 ปี มีภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และมักถูกนำไปใช้ในการแข่งขันกีฬาระดับโลก เมื่อเทียบกับราคาของ Omega รุ่นอื่นๆ ราคาเฉลี่ยหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน 

เมื่อ Omega ร่วมมือกับ Swatch ด้วยราคาเริ่มต้น 8,700 บาท ยิ่งทำให้ใครๆ ก็อยากได้ Omega มาไว้ในครอบครอง และเมื่อซื้อครบ 11 เรือน ราคาไม่ถึง 1 แสนด้วยซ้ำ

ภาพจาก https://www.facebook.com/swatchthailand

หากลองวิเคราะห์การ Collab ในครั้งนี้ แม้ทั้ง 2 แบรนด์จะอยู่ในเครือ Swatch Group เหมือนกัน แต่ก็เป็นคู่แข่งทางอ้อม (Indirect competitor) หมายถึง ธุรกิจที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ราคาต่างกัน และกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน เมื่อทั้ง 2 แบรนด์ร่วมมือกันจึงเป็นการต่อยอดฐานลูกค้าซึ่งกันและกัน บวกกันการเปิดตัวพร้อมกัน 11 รุ่น ยิ่งดึงดูดลูกค้าเข้าไปอีก 

สรุปแล้ว การ Collab แต่ละครั้งไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แคมเปญจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งของทั้ง 2 แบรนด์ ต้องเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ มีการวางแผนที่ดี และมองว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่งานใครงานมัน โฟกัสที่ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง 

 

ข้อมูลจาก

https://www.facebook.com/LacosteThailand/posts/5070864459636724?_rdc=2&_rdr

SHARES

คุณกำลังต้องการเพิ่มยอดขายออนไลน์ให้ธุรกิจของคุณอยู่หรือไม่

ปรึกษาฟรี!

บทความที่เกี่ยวข้อง

No posts found.

×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save