เข้าใจและปรับตัวให้ทันกับเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดปี 2022

Digimusketeers
3 February 2022

ปกติแล้วระบบการทำงานของบ้านเรานั้นคือการเข้าไปทำงานในออฟฟิศ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ประเทศไทยของเราเข้าสู่ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ระบบการทำงานนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนต้องทำงานแบบ Work Form Home หรือก็คือการทำงานจากที่บ้านติดต่อกันหลายเดือนจนมาถึงในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดนั้นดีขึ้น ก็มีการสลับเปลี่ยนให้พนักงานเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศตามเดิม สัปดาห์ละกี่วันก็แล้วแต่ทางบริษัทกำหนด จึงทำให้เกิดเทรนด์การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) ในประเทศไทย

ซึ่งจริง ๆ แล้วเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดนี้มีหลายองค์กรยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศใช้ระบบนี้กันอยู่แล้ว พอหลังจากโดนผลกระทบของโควิด-19 เข้าไป เทรนด์การทำงานของไทยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบไฮบริดมากขึ้น คนที่ทำงานกับบริษัทต่างชาติอาจคุ้นชินกับเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดอยู่แล้ว แต่บางคนที่ยังไม่คุ้นชิน และไม่รู้จะปรับตัวอย่างไร ไปดูคำตอบพร้อม ๆ กันกับเราได้เลย

การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) คืออะไร ?

‘การทำงานแบบไฮบริด’ คือเทรนด์การทำงานอีกรูปแบบหนึ่งในยุคนี้ เป็นรูปแบบที่พนักงานสามารถเลือกทำงานได้ไม่ว่าจะเป็นจากที่ออฟฟิศ บ้าน หรือที่ไหนก็ได้แทนที่การทำงานอยู่ในออฟฟิศอย่างเดียวแบบเดิมแต่ก่อน เพื่อให้อิสระกับพนักงานได้เลือกในการทำงานมากขึ้น และเกิด Productivity ภายใต้นโยบาย Flexible Working Policy นั่นเอง

 

ทำไมเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดได้รับความนิยม

เทรนด์การทำงานไฮบริด

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่ามีองค์กรชั้นนำมากมายนำหลักการทำงานแบบไฮบริดมาใช้ เช่น Google, Dropbox, Uber หรือ Facebook รวมถึงประเทศไทยเราที่เริ่มหันมาใช้ระบบการทำงานแบบไฮบริดกันมากขึ้น ด้วยปัจจัยที่ได้รับจากโควิด-19 และอื่น ๆ ซึ่งการทำงานแบบไฮบริดนั้นก็มีข้อดีอยู่หลายส่วน ทำให้หลายบริษัทในไทยเริ่มหันมาใช้รูปแบบการทำงานนี้กันมากขึ้น โดยปรับด้วยการดึงจุดเด่นของการทำงานที่บ้านและออฟฟิศเข้าด้วยกัน และเริ่มวางแผนกลยุทธ์การทำงานแบบไฮบริดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การวางแผนเข้ามาทำงาน และสำหรับระยะยาวเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงาน พร้อมกับสอดคล้องกับสถารการณ์ในปัจจุบัน

 

เทรนด์การทำงานแบบไฮบริดมาแรงในยุคหลังโควิด-19

เทรนด์การทำงานไฮบริด

 

ผลกระทำจากโควิด-19 ยังคงส่งผลกับรูปแบบการทำงานไปเรื่อย ๆ และยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด ทำให้เทรนด​์การทำงานแบบไฮบริดเป็นที่นิยมในบ้านเรายิ่งขึ้น และอาจมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ รวมถึงข้อดีที่ส่งผลต่อพนักงานและองค์กรมากมาย 

การทำงานแบบไฮบริดจะกลายเป็นระบบพื้นฐาน

อย่างที่รู้กันว่าเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดนั้นไม่ได้ถือว่าใหม่ขนาดนั้น เพราะองค์กรชั้นนำต่างก็ใช้กัน ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ที่ออฟฟิศก็ได้มันดีต่อตัวเขาขนาดไหน ลองนึกภาพว่าคุณสามารถนั่งทำงานแล้วข้างหน้าเป็นวิวทะเลที่คุณชอบ ไม่ต้องฝ่าการจราจรและเบียดเสียดคนบนรถไฟฟ้านั้นช่วยให้งานของคุณออกมามีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นี่จะเป็นจุดเด่นในโยบายของบริษัทที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์อยากเข้ามาทำงานในองค์กร หรือสำหรับพนักงานที่ทำงานได้ดีจนองค์กรมองมีความรับผิดชอบมากพอที่จะไม่ต้องเข้าออฟฟิศ

รวมกับการแพร่ระบาดใหญ่ในไทยที่บังคับให้การทำงานแบบไฮบริดเป็นนโยบายหลักที่ทุกองค์กรต้องใช้จนทุกคนนั้นคุ้นชินกับการทำงานแบบนี้กันไปแล้ว ซึ่งในปี 2022 หรือในอนาคตเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดอาจยังคงเป็นนโยบายพื้นฐานเช่นเดียวกันสวัสดิการอื่น ๆ ที่องค์กรควรมี

พนักงานที่มีสกิลไฮบริด ยิ่งเป็นที่น่าจับตามอง

จากที่ทำงานกันอยู่ในออฟฟิศ หัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานก็มักจะเห็นว่าใครอู้งานมาสู่การทำงานแบบรูปแบบใหม่อย่างไฮบริดจึงไม่มีใครรู้ได้ว่ามีคนอู้งานอยู่หรือไม่ เลยต้องยึดเอาผลงานที่เห็นกันเป็นรูปธรรมเป็นหลักมากกว่า ซึ่งการจะมีผลงานที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อนในช่วงเวลานี้ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับพนักงานทั้งหลายเช่นกัน ตัวพนักงงานเองจึงควรหาวิธีที่จะเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ให้ตัวเองมากขึ้น เพื่อให้ผลงานโดดเด่นเตะตาเจ้านาย โดยเฉพาะทักษะแบบไฮบริดมีการคาดการจาก PricewaterhouseCooper ว่าจะมีการ reskill ครั้งใหญ่กว่า 40% ของคนทำงานในปี 2025 เพื่อรองรับการทำงานที่เปลี่ยนไป ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill รวมถึงทักษะด้านการสื่อสาร ความฉลาดทางอารมณ์และการบริหารทีม ล้วนแล้วแต่จำเป็นกับการทำงานในอนาคตทั้งนั้น

องค์กรต้องให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน

เป็นปกติที่เมื่อระบบการทำงานเปลี่ยนไป อาจทำใครหลายคนปรับตัวไม่ทัน ทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิต บางคนเป็นหนักถึงขั้นเผชิญกับภาวะ Burnout เครียดหนัก จนกลายเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพของพนักงานที่องค์กรควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ พอเวลาผ่านไปสถานการณ์เริ่มดีขึ้น หลายองค์กรก็เริ่มให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศบ้างแล้ว แต่เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานจะไม่คลายตามลงไปด้วยอย่างแน่นอน กลับตรงกันข้ามองค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพราะโรคระบาดแม้จะบางลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหายไป ซึ่งเรื่องนีี้อาจกลายเป็นปัจจัยหลักที่บริษัทต้องมีในยุคของการทำงานแบบไฮบริดด้วยซ้ำไป

องค์กรได้รับฟังความต้องการพนักงานมากขึ้น

ความคิดเห็นและความต้องการของพนักงานจะถูกนำมาพิจารณามากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิการในบริษัท ทั้งปัญหาด้านสุขภาพ และด้านจิตใจที่อาจเกิดได้ง่ายขึ้น รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและในออฟฟิศ นอกจากนี้ความหยืดหยุ่นในการทำงานก็เป็นสิ่งที่องค์กรต้องรับฟังพนักงานมากขึ้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานที่เขาทำออกมาด้วย 

มีผลสำรวจจาก global EY พบว่า 54% ของพนักงานอาจพิจารณาไม่ไปต่อกับงานที่ไม่ยื่นข้อเสนอให้ความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทั้งสถานที่ หรือเวลาการทำงานก็ตาม

 

เตรียมปรับตัวให้เข้ากับการทำงานแบบไฮบริดอย่างไร ?

เทรนด์การทำงานไฮบริด

ติดต่อได้ตลอดช่วงเวลางาน

ทำตัวให้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานได้ตลอดในช่วงเวลาทำงาน ให้เหมือนกับตอนที่ทำงานในออฟฟิศ เพราะนั่นก็ส่งผลต่อความล่าช้าของงานในบริษัทด้วย คนอื่นอาจจะคิดว่าเราอู้งานได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบกับงานในช่วงทำงานแบบไฮบริดก็ไม่ควรขาดการติดต่อ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น

สร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการทำงาน

รู้กันใณไหมว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวนั้นส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ใครที่รู้สึกเบื่อ เครียด หรืออึดอัด ลองจัดสภาพแวดล้อมในห้องทำงานใหม่ เปลี่ยนท่านั่ง เปลี่ยนวิวที่ทำให้สมองปรอดโปร่ง เปิดเพลงคลอเบา ๆ ส่วนใครที่กลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้วยังไม่ชิน ปรับตัวไม่ทันก็ลองหาวิธีที่ได้ทดลองทำที่บ้านแล้วสบายใจ เอาไปทำที่ออฟฟิศด้วยก็ได้

ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

บางคนที่ระบบการทำงานถูกเปลี่ยนมาเป็นแบบไฮบริดอาจรู้สึกชิล แอบอู้งานบ้าง เพราะไม่มีใครคอยจับตามองเหมือนตอนทำงานอยู่ออฟฟิศ งานล่าช้า เพราะไม่ได้มี KPI ที่ชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่องค์กรต้องทำข้อตกลงร่วมกับพนักงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ รวมถึงตัวพนักงานเองก็ต้องมีความรับผิดชอบมากพอด้วย

หาเวลาพักเบรกให้ตัวเองด้วย

ทำงานติดต่อกันนาน ๆ จนเครียด สมองตัน คิดงานไม่ออกก็ลองหาเวลาพักเบรก สัก 10-15 นาที หาอะไรที่ชอบทำ ฟังเพลง ดูคลิปตลกให้ผ่อนคลาย แต่ก็อย่าพักนานจนไม่ได้งานล่ะ 

 

เข้าใจเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดแล้วใช่ไหมว่าเป็นอย่างไร และควรปรับตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้เข้ากับการทำงานในยุคนี้ 

SHARES
×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save