กลยุทธ์

กลยุทธ์แบบ 3 ทาง ที่นักการตลาดควรใช้โปรโมตแคมเปญยุคนี้

Digimusketeers
15 November 2021

ปัจจุบันการแข่งขันทางการตลาดออนไลน์นั้นถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับแต่ก่อน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันมาทุ่มเงินเม็ดใหญ่ในการโปรโมตแคมเปญฝั่งการตลาดออนไลน์เยอะขึ้น เนื่องด้วยการการเสพสื่อออนไลน์ของคนที่ไม่ใ่ช่แค่เด็ก หรือวัยรุ่นอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงคนวัยทำงาน และผู้สูงอายุด้วย แล้วแบบนี้นักการตลาดควรใช้กลยุทธ์ไหนในการโปรโมตแคมเปญ หรือคอนเทนต์ที่จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพที่สุดล่ะ ? 

แบรนด์ควรรู้ว่ากลยุทธ์การตลาดทางเดียวแบบเดิมนั้นหมดยุคไปแล้ว เพราะมันอาจทำให้การโปรโมตแคมเปญของคุญเข้าถึงผู้บริโภคได้ช้า หรือไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราจะมาแชร์กลยุทธ์แบบ 3 ทาง ที่เรียกว่า Content Distribution ให้ฟังกัน ซึ่งประกอบด้วย Owned Media, Earned Media และ Paid Media มันคืออะไร ต่างกันอย่างไร เรามีคำตอบให้ที่นี่แล้ว พร้อม 4 ปัจจัยสำคัญที่ควรรู้ก่อนทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ 

4 ปัจจัยสำคัญที่ควรรู้ ก่อนทำแคมเปญการตลาดออนไลน์

ปัจจัยที่ควรรู้ก่อนทำแคมเปญ

Campaign Goal เป้าหมายในการทำแคมเปญ

ผู้ประกอบการต้องมีเป้าหมายในการทำแคมเปญให้ชัดเจน โดยจะแบ่งตาม Customer Value Journey ทั้ง 8 ขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นก่อนยังไม่เป็นลูกค้าไปจนถึงขั้นเป็นผู้ที่มีความภักดีต่อแบรนด์ แบรนด์จะได้รู้ว่าลูกค้าอยู่ขั้นตอนไหน และควรสร้างแคมเปญแบบไหนที่ตอบโจทย์เป้าหมาย

 – Awareness : การรับรู้การมีตัวตนของแบรนด์จากช่องทางต่าง ๆ 

 – Engagement : การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ หลังจากที่รับรู้การมีอยู่แล้วก็จะเริ่มคุ้นเคยและมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น

 – Subscribe : ลูกค้ายินยอมที่จะให้แบรนด์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว

 – Convert : ขั้นตอนที่ลูกค้ามีการตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว เช่น อยากทดลองใช้เป็นครั้งแรก

 – Excite : ความประทับใจหลังซื้อ เช่น ชอบในการบริการ หรือได้ของแถมเยอะ

 – Ascend : ซื้อซ้ำ ซื้อเพิ่ม เป็นขั้นตอนที่ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีก

 – Advocate : บอกต่อสินค้าไปยังคนรอบข้าง 

 – Promote : ต่างจากการบอกต่อตรงที่ลูกค้าจะเลือกเผยแพร่คำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ หรือสินค้าโดยตรง เพราะแรงจูงใจบางอย่าง 

Content รูปแบบคอนเทนต์ที่เหมาะสม

การทำคอนเทนต์ในปัจจุบันนั้นมีหลายแนวมาก จึงต้องมีการแบ่งประเภทของคอนเทนต์อยู่ 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำนั่นก็คือ

1.TOFU (Top of Funnel) : Aware and Engage

การทำคอนเทนต์เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค สามารถทำได้หลายแบบ เช่น Blog, Infographic, Photographs, Podcast, หรือ Video

2.MOFU (Middle of Funnel) : Subscribe

การทำคอนเทนต์ที่สามารถเอาข้อมูลการของลูกค้าอย่างเต็มใจ เพื่อนำไปทำการตลาดให้เกิดการซื้อในขั้นถัดไป เช่น รับคูปองส่วนลด, ร่วมเล่นเกมหรือแบบทดสอบ, สัมมนาออนไลน์และแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์

3.BOFU (Bottom of Funnel) : Convert

การทำคอนเทนต์เพื่อให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าให้ได้ รูปแบบที่เหมาะสมคือ สินค้าตัวอย่าง หรือทดลองฟรี, ความคิดเห็น รีวิว หรือข้อมูลเปรียบเทียบสินค้าและบริการให้เห็นความต่าง

Traffic Source แหล่งที่ผู้คนสามารถเข้าถึง

อาจเป็นการคลิกโฆษณาจากอีเมล, Google, ทีวี, โฆษณาทางวิทยุ หรือบิลบอร์ด ที่ทำให้ผู้บริโภคเห็น Call to Action ในคอนเทนต์ของแบรนด์ อาจจะมาจากแคมเปญที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และช่องทางที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

Call to Action สิ่งที่สร้างแรงกระตุ้น

เป็นสิ่งที่สร้างแรงกระตุ้นให้กับผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นรูป ถ้อยคำ หรือสัญลักษณ์ เช่น  รับส่วนลดพิเศษทันที คลิกเลย, สัญลักษณ์รูปมือชี้, สมัครฟรีคลิก และอีกมากมาย

Content Distribution โปรโมตแคมเปญด้วยกลยุทธ์ 3 ทาง

กลยุทธ์การตลาด

เมื่อรู้ว่าก่อนทำแคมเปญออนไลน์ต้องดูปัจจัยอะไรบ้าง ก็มาต่อที่การใช้กลยุทธ์โปรโมตแคมเปญออนไลน์แบบ 3 ทางอย่าง ‘Content Distribution’ กันเลย ซึ่งก็คือคอนเทนต์ที่ถูกเผยแพร่ออกไปโดยมีเป้าหมายเพื่อโปรโมต ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วตามสื่อต่าง ๆ ทั้ง 3 ทาง

Owned Media

ช่องทางแรกคือสื่อหลักของแบรนด์เอง หรืออยู่ในเครือเดียวกัน โดยแบรนด์จะสามารถควบคุมคอนเทนต์ได้ทั้งหมด 100% ให้เป็นไปตามที่วางไว้อย่างการโปรโมตผ่านเว็บไซต์แบรนด์ โซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น Facebook, Twitter หรือ Instagram ยิ่งแบรนด์ที่มีสื่อมากก็ยิ่งได้เปรียบในการโปรโมต แถมยังไม่เสียค่าใช้จ่าย การใช้สื่อช่องทางนี้จะช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สร้าง Brand Awareness, Lead generation, User Engagement และ Conversion ได้ด้วย 

เหมาะสำหรับการทำให้กลุ่มเป้าหมายเดิมที่มีอยู่แล้วให้เติบโต แนะนำให้ใช้ช่องทางนี้ควบคู่ไปกับช่องทางอื่นเพื่อดัน Traffic ให้มายังสื่อหลักของแบรนด์มากขึ้น อีกหนึ่งข้อดีในการโปรโมตช่องทางนี้ก็คือแบรนด์สามารถดูข้อมูลหลังบ้านได้อย่างละเอียด ดีต่อการประเมินผลลัพธ์แน่นอน

Earned Media

ช่องทางที่สองเป็นสื่อที่โปรโมตฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนช่องทางแรก เป็นการโปรโมตโดยอาศัย Third Party แทน หมายถึงการให้คนอื่นโปรโมต หรือพูดถึงแบรนด์ให้อีกที ซึ่งแบรนด์จะไม่สามารถควบคุมเนื้อหาในคอนเทนต์ได้ทั้งหมด เพราะแบรนด์ไม่ใช่เจ้าของช่อง อาจจะเป็นลูกค้าพูดถึงสินค้าเพื่อน คนเขียนรีวิวในเว็บไซต์ หรือการบอกต่อ แต่ขอบอกก่อนว่าสื่อช่องทางนี้อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากสินค้ามีคุณภาพดีจริง มันก็จะถูกบอกต่อถึงให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ ยิ่งซื้อใจบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ดังได้ก็ยิ่งทำให้เข้าถึงคนง่ายขึ้น กลับกันถ้าสินค้าของคุณไม่มีคุณภาพก็จะถูกบอกต่อไปในทางลบเช่นกัน ซึ่งช่องทางนี้สามารถวัดผลได้โดยดูจากยอดเอ็นเกจเมนต์ เพราะแบรนด์ไม่ใช่เจ้าของสื่อนั่นเอง

Paid Media

เป็นช่องทางที่ต้องเสียเงินในการโปรโมตคอนเทนต์ ก่อนทำจึงต้องคิดวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งการไอเดีย ช่องทาง และงบที่จะจ่าย แน่นอนว่ามันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้แคมเปญได้ผลตอบรับที่ดีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถวัดผลได้ชัดเจน โดยเลือกได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น ซื้อพื้นที่โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย, Sponsored Content หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์

เหมาะสำหรับแคมเปญที่ต้องการโปรโมตมากเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าถึงคนในวงกว้างและหากลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อให้คนเข้ามายังต้นทาง สามารถวัดผลได้โดยดูจากยอดการคลิกเข้าชมเว็บไซต์, CTR, Coversion Rate และยอดเอนเกจเมนต์ ยอดการเข้าถึง

 

รู้แล้วใช่ไหมว่าการโปรโมตแคมเปญด้วยการใช้กลยุทธ์แบบ 3 ทางนี้เป็นอย่างไร และมีประโยชน์ขนาดไหน มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำ Digital Marketing ซึ่งการตัดสินใจในการเลือกใช้กี่ช่องทางก็ขึ้นอยู่กับไอเดียและงบประมาณที่แบรนด์มี อย่าลืมดูความเหมาะสมของแคมเปญด้วยล่ะ

SHARES
×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save