เมื่อพูดถึงมหกรรมชอปปิง ต้องนึกถึง Double Day หรือวันลดราคาประจำเดือน 8.8, 9.9, 10.10 และ 11.11 หรือวันคนโสดที่เป็นมหกรรมที่นักช้อปรอคอย
จากบรรดา Double Day ทั้งหมด Single Day วันคนโสด หรือ 11.11 เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จุดเริ่มต้นที่ทำให้ 11.11 ได้รับความนิยมคือ อาลีบาบา ที่สร้างปรากฎการณ์และยอดขายถล่มถลาย ทำให้บางแบรนด์มียอดขายประจำปีเพิ่มขึ้น 25%
สิ่งที่น่าสนใจของการทำตลาดใน Single Day คือ 90% ของยอดขายมาจากการซื้อสินค้าผ่านมือถือ ทำให้นักการตลาดต้องโฟกัส Consumer Journey บนสมาร์ทโฟนเป็นหลัก หรือเสริมการสื่อสารด้วย Omni Channel นอกจากนี้ 51% ของนักช้อปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนช้อปมากที่สุด ทำให้นักช้อปกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายที่แบรนด์และนักการตลาดต้องจับตามองและทำความเข้าใจอย่างมาก

1. ออกแบบการใช้งานให้รองรับการช้อปบนมือถือ
จากข้อมูลข้างต้นที่บอกว่านักช้อปส่วนใหญ่ช้อปผ่านมือถือ ดังนั้น แบรนด์จึงต้องออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับมือถือ หรือหากนำสินค้าไปขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ภาพที่ใช้ต้องมีทั้งภาพสินค้าแบบเต็มชิ้น ภาพที่ซูมให้เห็นรายละเอียด ต้องเป็นภาพที่ไม่เล็กเกินไป
ทั้งนี้ 80% ของนักการตลาดใช้ภาพสื่อสารผ่าน Social Media ดังนั้น แบรนด์จึงควรใช้ภาพจริง ที่ถ่ายเอง ไม่ควรใช้ภาพที่เซฟจากในอินเทอร์เน็ต เพราะหากลูกค้าได้ของไม่ตรงปก อาจเกิดดราม่าตามมาทีหลัง
2. มีโปรโมชั่นที่พิเศษจริงๆ
หากต้องการเพิ่มขอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 75% ของผู้บริโภค กล่าวว่า พวกเขาสนใจแบรนด์ที่จัดโปรโมชั่น ลด-แลก-แจก-แถม เนื่องจากการจัดโปร 11.11 มีเวลาเพียง 24 ชั่วโมง หากมีโปรเด็ดควรโปรโมทตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดมูลค่าการซื้อมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การตลาดใน Single Day แบรนด์ต่างๆ มักจะพุ่งไปที่ลูกค้าที่วางแผนซื้อล่วงหน้า เช่น กดสินค้าใส่ตระกร้าไว้ก่อน เมื่อจัดโปรโมชันแล้วค่อยซื้อ จริงๆ แล้วการมีข้อเสนอที่ดี ก็ดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ได้เช่นกัน
3. Personalized Marketing หรือการตลาดเฉพาะบุคคล
Personalized Marketing เป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์นำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง เป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้ลูกค้า ซึ่งในมุมของการทำตลาดออนไลน์ช่วง 11.11 หรือ Double Day ต่างๆ แทนที่จะยิงแอดไปหาคนจำนวนมากในครั้งเดียว แต่แบรนด์จะใช้ Data ของลูกค้าและหา Key Message ที่เหมาะสม และส่งโฆษณาหรือคอนเทนต์ไปหาลูกค้ารายนั้นๆ
ทั้งนี้ 76% ของนักช้อปมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจากแบรนนด์ที่นำเสนอคอนเทนต์ หรือโฆษณาที่รู้สึกว่าทำขึ้นมาเพื่อตัวเอง เพราะพวกเขารู้สึกว่าแบรนด์กำลังพูดกับตัวเองโดยตรง
4. สินค้าและการออกแบบต้องเข้ากับธีม
อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า 11.11 มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีน ที่ในแต่ละปีจะมาในธีมเฉลิมฉลอง ดังนั้น Mood & Tone การสื่อสารต้องเป็นไปในแนวทางที่สดใส เป็นเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ควรทำความเข้าใจ Consumer Journey ของนักช้อป ในช่วงก่อนถึงวันช้อป นักช้อปจะค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เพื่อหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคา/ส่วนลด เพื่อให้ซื้อได้คุ้มค่าที่สุด อันที่จริง 9 ใน 10 ของการซื้อสินค้าในช่วง Mega Sale มักเกิดขึ้นหลังจากการวางแผนและหาข้อมูล
ดังนั้น ทางฝั่งแบรนด์เองก็ต้องวางแผนเช่นกัน ทั้งการทำ SEO, การลงโฆษณาออนไลน์, วางกลยุทธ์การสื่อสาร เลือกช่องทางที่เหมาะสม หรือทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์การค้นหา เช่น คอนเทนต์ป้ายยา หรือรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์

คอนเทนต์ที่ควรทำ
- Branding การทำคอนเทนต์ให้คนจดจำแบรนด์ของคุณได้ เช่น การใช้ Personal Branding อย่างเพจพิมรี่พาย ที่ใช้เอกลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดขาย
- Knowledge Content หรือคอนเทนต์ให้ความรู้ เช่น แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก แทนที่จะพูดเรื่องความสวยงาม หรือราคาอย่างเดียว ก็ให้ความรู้เรื่องเนื้อผ้า เส้นใยที่ดีต่อผิวเด็ก เป็นต้น
- Current situation คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับเทรนด์ หรือกระแสที่เกิดขึ้น (Real-Time Content) คุณสามารถใช้แฮชแท็กเพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้
- Service เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าข้อดี ข้อเสียของสินค้าคุณคืออะไร และเมื่อซื้อไปแล้วจะได้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง
- Sale Content เกี่ยวกับสิทธิพิเศษที่ลูกค้าจะได้ เช่น Promotion ส่วนลดกี่เปอร์เซนต์, โค้ดส่วนลดที่จะใช้ในวันนั้นๆ อาจทำให้ปิดการขายได้ทันที
- Activity โดยโพสต์อยู่ในช่องทาง Social Media ของคุณ เพื่อให้ลูกค้าได้มาร่วมสนุกกัน และทำให้เกิด Community ดีๆ ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าด้วย
ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการทำตลาดในช่วง Double Day ทำให้เกิดการซื้ออย่างแน่นอน และที่สำคัญคือ ต้องใส่ Call to Action เช่น จองเลย คลิกเลย ซื้อเลย เพื่อกระตุ้นการซื้อ
ข้อมูลจาก
https://useinsider.com/singles-day-marketing/

