อัปเดตเทรนด์การตลาดที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดควรรู้ในปี 2022

Digimusketeers
12 November 2021

เปิดเทรนด์การตลาด 2022 ที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดต้องตามให้ทัน

ภายหลังจากยุคโควิด-19 พฤติกรรมของผู้บริโภคจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อีกทั้งเทรนด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งสำคัญให้กับแบรนด์ในเวลาเดียวกัน

แล้วแบรนด์จะปรับปรุงและพัฒนาตนเองอย่างไร โดยที่ไม่เสียตัวตนเดิม และยังสามารถยืนเหนือคู่แข่งได้อย่างแข็งแกร่งและปลอดภัย

มาอัปเดตเทรนด์ ปี 2022 ที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดต้องตามให้ทัน

1. Position zero

ในอดีตเราอาจพูดได้ว่าการทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของ Google นั้นเป็นอะไรที่สำคัญอย่างมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการทำ SEO ให้ติดอันดับหน้าแรกของ Google ไม่เพียงพออีกต่อไป นักทำ SEO และบริษัทรับทำ SEO คงเคยได้ยินเกี่ยวกับคำว่า Zero Position อยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ทราบว่ามันคืออะไร

Zero Position มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Featured Snippets โดยเจ้าสิ่งนี้คือกล่องข้อความที่แสดงอยู่ด้านบนสุดของผลการค้นหา เหนือเว็บไซต์อันดับแรก หรือที่หลายคนเรียกว่า Zero Position ซึ่งการจะขึ้นไปแสดงเว็บไซต์ในส่วนนี้นั้นเป็นอะไรที่ยากมากเนื่องจากไม่มีสูตรที่ตายตัวเหมือนกับ SEO ทั่วไป

ทำไมต้องตำแหน่งบนสุด เพราะ Google ได้ประมวลแล้วว่า น่าจะตรงตามความต้องการอยากทราบของผู้ใช้งานมากที่สุด (ดูจากคีย์เวิร์ดที่ป้อนเข้าไปบนแพลตฟอร์ม) โดยมีลักษณะพิเศษยิ่งกว่าการแสดงผลอันดับแรกแบบปกติก็คือมี Feature Snippet ซึ่งแสดงรายละเอียดบางส่วนของเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์นั้น เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลมากขึ้นและเห็นว่าเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาตรงกับสิ่งที่ตนอยากรู้จริง ๆ

ข้อดีของการทำ Zero Position ก็คือช่วยเพิ่มจำนวน Traffic ให้มีมากขึ้น แถมยังดูน่าเชื่อถือกว่า SEO ทั่วไป

2. Google My Business

จะว่าไปแล้ว Google My Business (GMB) ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เป็นของดีและฟรีที่ไม่ควรพลาด เพราะบริการของ GMB มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างมากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ช่วยให้คุณใส่ข้อมูลของธุรกิจลงในฐานข้อมูลของ Google ได้ เมื่อมีคนเสิร์ชหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร้านค้า หรือธุรกิจของเรา ข้อมูลก็จะแสดงขึ้นบน Google Search และ Google Map เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านค้าของคุณได้

3. ค้นหาด้วยเสียง

หลายคนคงคุ้นเคยกับฟีเจอร์ค้นหาด้วยเสียงที่อยู่บนหน้าหลักของ Google Home หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อเข้ากับ Smart Device ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เริ่มต้นทำงาน สั่งให้เปลี่ยนเมนู หรือสั่งให้หยุดการทำงาน และยังสามารถสนทนาไปมาถามได้ว่าสภาพอากาศวันนี้เป็นอย่างไร หรือสั่งให้หาข้อมูลร้านอาหารเด็ดแถวบ้าน แถมยังสั่งซื้อและจ่ายเงินให้เราได้เลย

ปัจจุบันการค้นหาด้วยเสียงได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัย เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมช้อปปิ้งและทำธุรกรรมออนไลน์ผ่าน สมาร์ทโฟน เนื่องจากการค้นหาด้วยเสียงสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของการค้นหาแบบ Text Search ที่รวดเร็วและง่ายกว่า เพราะคนเราสามารถพิมพ์ข้อความประมาณ 38-40 คำ ภายใน 1 นาที แต่สามารถพูดได้ถึง 110-150 คำ ทำให้ Voice Search ก้าวขึ้นมาเป็นเทรนด์สำคัญของ Search engine marketing

ข้อดีของ Voice Search คือ ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ได้ทันที โดยที่อาจจะทำกิจกรรมอื่นร่วมไปด้วย ไม่ต้องพิมพ์ Keyword หรือค้นหารายการสินค้าในเว็บไซต์ ทั้งนี้การใช้เสียงเพื่อค้นหาจะทำให้ลักษณะของคำใกล้เคียงกับภาษาพูดมากขึ้น ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นคำถาม ซึ่งแตกต่างจากการพิมพ์ปกติที่มักจะใช้ภาษาเขียนเป็นหลัก ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้กลุ่มธุรกิจ E-commerce นำฟังก์ชัน Voice search ไปใช้ประโยชน์ในการให้บริการค้นหาข้อมูลผ่านการใช้เสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับการสั่งงานและใช้เสียงเพื่อการค้นหาสินค้าหรือบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น

ด้านของผู้ทำธุรกิจ E-commerce ก็ต้องปรับตัวตามให้ทันความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาฟีเจอร์เว็บไซต์ให้รองรับคำสั่งเสียง เพราะฉะนั้น Voice Search จะมีผลกับการทำ SEO ที่ Keyword จะแตกต่างจากการค้นหาด้วย Text ธรรมดา เช่น ถ้าเราอยากจะซื้อของฝากที่เชียงใหม่ ถ้าค้นหาด้วย Text เราอาจจะพิมพ์ว่า “ของฝาก เชียงใหม่” แต่ถ้าค้นหาด้วยเสียง เราจะพูดว่า “ของฝากจังหวัดเชียงใหม่มีอะไรบ้าง?” ทำให้เว็บไซต์ต้องปรับปรุงเนื้อหา ที่ควรอยู่ในรูปแบบการตอบคำถามเป็นหลัก เรียกได้ว่าต้องเริ่มขยับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงกันอีกระลอกหนึ่ง

4. การค้นหาด้วยภาพ

ค่อนข้างชัดเจนเลยว่าผู้บริโภคยุคนี้มองว่าการค้นหาด้วยการพิมพ์เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก แค่พูดหรือใส่ภาพก็ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้แล้ว นี่จึงทำให้ Visual Search หรือ การค้นหาด้วยภาพ ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งการค้นหาด้วยภาพช่วยให้ผู้ใช้หาผลิตภัฑณ์หรือข้อมูลที่คล้ายคลึงได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านแฟชั่น วิศกรรมไฟฟ้า หรือแม้แต่การแพทย์ ด้วยเหตุนี้เองการค้นหาแหล่งข้อมูลผ่านค้นหาด้วยภาพจึงมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ในส่วนของการทำ SEO คือ การทำให้ Search Engine เข้าใจว่ารูปภาพที่เราใส่บนเว็บของเราคือรูปอะไร เพื่อสร้างโอกาสให้มีรูปภาพจากเว็บของเรา ไปปรากฏบนการค้นหา หมวดรูปภาพ และรูปภาพที่สวยๆ ยังช่วยให้ลูกค้าอยากคลิกเข้ามาเยี่ยมชม หรือซื้อสินค้าบนเว็บเราได้ง่ายขึ้น วิธีง่ายๆ คือ ควรเป็นภาพที่ถ่ายเอง ตั้งชื่อภาพให้สื่อความหมายที่ถูกต้อง และควรเป็นภาพที่รองรับการแสดงผลบนมือถือ

5. Video Marketing

ในปัจจุบันมีกลยุทธ์ในการขายหลากหลายวิธีที่จะช่วยสร้างโอกาสทางการขายในสินค้าของคุณ หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ การทำวิดีโอมาร์เกตติ้ง (Video Marketing) เป็นการทำคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก หลายแบรนด์ใหญ่ๆแทบทุกแบรนด์ทำวิดีโอสำหรับแผนการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย เนื่องจาก ผู้คน 85% รู้สึกเชื่อมต่อกับแบรนด์มากขึ้นหลังจากดูวิดีโอสะท้อนให้เห็นว่าวิดีโอนอกจากจะช่วยเรื่องการโปรโมทสินค้าหรือบริการ ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้แบรนด์ได้ด้วย

หากคุณมีแบรนด์ลองพิจารณาลงทุนในเนื้อหาวิดีโอเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม หากคุณยังไม่มี ให้ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่าง Facebook Live และInstagram Stories เพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว

6. Personalisation

เมื่อเทคโนโลยีและข้อมูลก้าวหน้าขึ้น กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ก็ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะคนด้วยคอนเทนต์ สินค้า บริการ ช่องทางการสื่อสาร ราคา และประสบการณ์ที่เหมาะกับคน ๆ นั้น ซึ่งฟังดูเหมือนจะยาก เพราะเราจะรู้ใจผู้บริโภคได้อย่างไร

แต่เราสามารถนำ AI หรือ Machine Learning มาเก็บและประมวลผลข้อมูลรับรองว่าสามารถช่วยเก็บข้อมูลของลูกค้าให้กับคุณได้ โดยเริ่มจากการมีกลยุทธ์ที่ดี สื่อสารกันในทีมให้เข้าใจว่าต้องการข้อมูลอะไร เพศ ที่อยู่ อีเมล การศึกษา พฤติกรรมการใช้สินค้า หรือจะใช้เครื่องมืออย่าง Analytics เก็บข้อมูล และพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ก็ย่อมได้

ต่อมาก็ต้องวิเคราะห์ Personal ไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังต้องทดลองว่าคอนเทนต์แบบไหนที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเนื้อหา รูปแบบ ขนาด Mood&Tone หรือตำแหน่ง สุดท้ายก็ต้องมีการวัดผลเพื่อดูว่าพฤติกรรมคนที่เข้ามายังเว็บไซต์เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ให้เวลากับคอนเทนต์ส่วนไหนที่สุด ซึ่งข้อมูลพวกนี้ดูได้จากเครื่องมือจำพวก Analytics

และพอรู้ข้อมูลที่วัดผลแล้ว เราก็สามารถจำแนกกลุ่มลูกค้าได้ละเอียดขึ้น คอนเทนต์ที่จะต้องทดลองต่อไปก็ต้องหลากหลายขึ้น ฉะนั้นการทำ Personalization มันต้องใช้เวลานาน และต้องใช้คน และที่สำคัญคือไม่ใช่แค่คอนเทนต์เท่านั้นที่เราจะทำ Personalization ได้ เราอาจจะไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบตัวสินค้าหรือบริการ คำแนะนำสินค้า หรือการตั้งราคา เพราะแต่ละคนก็ประเมินสินค้าตัวเดียวกันแตกต่างกัน

========================================================

ข้อมูลจาก
https://blog.red-website-design.co.uk/2021/09/28/marketing-trends-2022/
https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/voice-search-trending
https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/5-steps-to-do-personalization-marketing/

 

 

SHARES
×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save