7 วิธีในการใช้ Google Trends สำหรับสร้างให้ SEO ทรงพลังยิ่งขึ้น

Digimusketeers
17 December 2021

Google Trends เป็นเครื่องมือในการค้นหาคีย์เวิร์ดหรือคำฮิตในช่วงนั้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้ข้อมูลอินไซต์จากการเสิร์ชของผู้คนบน Google ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถดึงเอาดาต้าจาก Google Trends มาใช้ประโยชน์ได้ด้วย ดังนั้น เมื่อเครื่องมือนี้เป็นของดี แถมยังฟรีซะด้วย เราจะมาบอกเคล็ดลับในวิธีการใช้ Google Trends เพื่อปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Google Trends จะแม่นยํา แต่ก็ไม่แสดงปริมาณการเข้าชมในจํานวนจริง ทว่า ไม่เหมือนกับ เครื่องมือ SEO แบบชําระเงิน ที่ให้ที่แสดงปริมาณการเข้าชมในการค้นหาคีย์เวิร์ด แต่ตัวเลขเหล่านั้นเป็นค่าประมาณที่คาดการณ์ได้จากผู้ให้บริการข้อมูล

ดังนั้น แม้ว่าเครื่องมือ SEO แบบชําระเงินจะให้ค่าเฉี่ยปริมาณการใช้งานคีย์เวิร์ด แต่ข้อมูลที่นําเสนอโดย Google Trends จะขึ้นอยู่กับปริมาณการค้นหาจริง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Google Trends จะดีกว่าเครื่องมือค้นหาคีย์หลักแบบชําระเงิน แต่ทว่าถ้าสองทูลส์นี้ หากใช้งานร่วมกันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีมากขึ้นไปกว่าเดิม ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เราจึงได้ผนึกสองพลังนี้รวมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดพลังในการใช้งานใหม่ที่สมบูรณ์ขึ้นมาดูกัน

 

1. รับข้อมูลที่แม่นยํายิ่งขึ้นโดยการเปรียบเทียบคีย์เวิร์ด

Google Trends แสดงการแสดงภาพเชิงสัมพัทธ์ของการเข้าชม ในระดับ 0 ถึง 100 แต่คุณอาจจะไม่รู้ตัวเลขที่แท้จริง เพราะว่ามันแสดงแค่เทรนด์ที่เกิดขึ้นจากการค้นหาคีย์เวิร์ด ที่มาจากหลายร้อยหรือหลายพันรายการ เพราะกราฟแสดงให้เรารู้ในรูปแบบสเกล ดังนั้น สิ่งนี้จะมีประโยชน์มากขึ้น หากคุณทราบปริมาณการเข้าชมจากวลีคีย์เวิร์ดอื่นๆ

แล้ววิธีการรับข้อมูลจากทราฟฟิกดาต้าที่แม่นยำต้องทำอย่างไร

หลักการง่ายๆ ก็คือใช้วิธีการเปรียบเยบ ถ้าคำคีย์เวิร์ดของคุณมีปริมาณใหญ่เกิดไป ให้ลองจำกัดคำที่ใกล้เคียงกับคำคีย์เวิร์ดเยอะๆ นั้นดู โดยเปรียบเทียบกับคำคีย์เวิร์ดที่เป็นเป้าหมาย กับวีลี่คุณมีไอเดียผ่านทราฟฟิกของวอลลุม ซึ่งการเปรียบเทียบคีย์เวิร์ด ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันก็ได้ อาจจะเป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเกลี่ยปริมาณไอเดียออกไปให้มาก หรือดูว่าคำไหนบ้างที่ไม่เกี่ยวข้อง ก็ค่อยลดจำนวนมันลง

ยกตัวอย่าง

Google Trends กำลังแสดงให้คุณเห็นว่า คีย์เวิร์ดเทรนด์ที่กำลังถูกเสิร์ช ได้แก่ “womens dresses” ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังขึ้น แต่ไม่ได้มีการบอกว่าไปที่จำนวนว่าเท่าไหร่

ทีนี้มาดูที่หน้า The Google Daily Trends ในวันจันทร์ที่ 30 กันยายน ซึ่งมันจะแสดงการค้นหาคำว่า “Elizabeth Holmes” ซึ่งแสดงเทรนด์ดิ้งสูงถึง 100,000 การเสิร์ช

จากนั้น ภาพนี้บอกอะไร มันกำลังเปรียบเทียบระหว่างคำเสิร์ช ได้แก่ “womens dresses” และ “elizabeth holmes” ซึ่งทำให้เห็นแนวโน้มไปที่ 100,000 เสิร์ช

ดังนั้น แม้ว่า Google Trends จะไม่แสดงจํานวนที่แน่นอนก็ตาม แต่ตราบที่คุณรู้ปริมาณของคีย์เวิร์ดอีกอันหนึ่ง มันก็พอจะบอกให้เห็นว่า ก็จะช่วยให้เข้าใจถึงคำคีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่เข้ามาได้เข้าใจมากขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงวิธีลัดไอเดียนี้อาจจะไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เพียงพอที่จะให้กรอบแนวคิดและสามารถใช้เป็นทิศทางในการนำมาเป็นข้อมูลในการใช้งานได้ ซึ่งให้ผลที่ใกล้เคียงกับเครื่องมือแบบที่ชำระเงิน

2. เปรียบเทียบคีย์เวิร์ดโดยใช้ ‘เวลา’ เพื่อให้เข้าถึงอินไซต์ของผู้ชม

การดูอินไซต์ความสนใจของผู้ชม โดยใช้ “เวลา” ในการเปรียบเทียบ ซึ่งนอกจากจะทำให้รู้ถึงแนวโน้มความสนใจของผู้ชมได้แล้ว ยังทำให้สามารถคำนวนทิศทางลมที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย
ทริกง่ายๆ ก็คือให้ตั้งค่า Google Trends เพื่อแสดงแนวโน้มการเข้าชม เช่น ยืดออกไปดูตั้งแต่ปัจจุบันจนถึง ปี 2004 เพื่อให้เห็นถึงเทรนด์หรือแนวโน้มว่า สิ่งนั้นหรือคีย์เวิร์ดนั้น ยังอยู่ในความสนใจหรือไม่ หรือมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เป็น “ขาขึ้น” หรือ “ขาลง”

หากคีย์เวิร์ดนั้น มีแนวโน้มเป็นช่วงขาขึ้น เราก็สามารถใส่พลังหรือเต็มที่กับสิ่งนั้นได้ แต่หากดูแนวโน้มแล้ว สิ่งนั้นหรือคีย์เวิร์ดนั้น เริ่มเอนลง ไม่พุ่งอีกแล้ว แสดงความสนใจของผู้ชทเปลี่ยนไป เราก็อาจต้องพิจารณาพักเนื้อหาเรื่องนั้นไปก่อน หรือหยุดทำไปก่อนเพื่อไปทุ่มให้สิ่งที่มีแนวโน้มที่ดีกว่า ซึ่งในการทำหรือผลิตคอนเทนต์ที่คนกำลังสนใจย่อมทำให้แรงที่เราลงไปไม่สูญเปล่า

3. Related Topics และ Related Queries

Google Trends มี 2 ฟีเจอร์ที่ใช้กับคำค้นหาได้ดีเยี่ยม ได้แก่ Related Topic ได้แก่ หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งาน และ Related Queries ชุดคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งาน ซึ่งในการแสดงผลของทั้งสองส่วน Google Trend จะให้เราเลือกได้ 2 ตัวเลือกว่าจะแสดงเป็นผลลัพธ์แบบไหน ได้แก่ Top หัวข้อหรือคำค้นหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงเวลานั้น และ Rising หัวข้อหรือคำค้นหาที่มียอดการเติบโตของจำนวนการค้นหาสูงสุดในช่วงเวลานั้นๆ ก็จะทำให้เรารู้อินไซต์ของคีย์เวิร์ดนี้ได้กว้างมากขึ้น

4. การดูเทรนด์ระยะสั้น สามารถสร้างการเข้าชมจํานวนมากได้

การดูแนวโน้มคีย์เวิร์ดในระยะสั้นๆ เช่น เช็คแค่ช่วงเวลา 30 วัน หรือ 90 วันเท่านั้น สามารถเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าสําหรับการใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการค้นหาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าช่วงเวลาสั้นๆ นั้นแม้จะไม่ได้ยาวนาน แต่ก็ได้รับความสนใจมาก สิ่งที่เราต้องทำก็คือรีบผลิตคอนเทนต์ออกมาให้ทันตอนที่กระแสยังแรง เรียกง่ายๆ ว่า ตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อน ยิ่งเรารู้ความสนใจระยะสั้นนั้นได้ไวแค่ไหน ก็ยิ่งสามารถดึงผู้ชมเข้ามาจำนวนมากได้ไวเท่านั้น และต้องรีบทำด้วยก่อนที่กระแสดังกล่าวจะจางลง

5. การหาคีย์เวิร์ดผ่านแคตตากอรี่

Google Trends มีความสามารถในการจํากัดคีย์เวิร์ดของคุณให้แคบลงตามหมวดหมู่ เพื่อให้การค้นหาข้อมูลแม่นยํายิ่งขึ้น ดังนั้น แท็บ ‘แคตตากอรี่’ (หมวดหมู่) จึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยปรับแต่งคำคีย์เวิร์ดของคุณให้อยู่ในบริบทที่ถูกต้องได้
ยกตัวอย่างเช่น หากบริบทคีย์เวิร์ดของคุณเกี่ยวกับ “รถยนต์” การค้นหาเทรนด์ผ่าน Google Trends ก็จะปรับแต่งให้แคบลงเฉพาะหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่นเอง ก็จะทำให้คุณสามารถค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น ตรงกับความต้องการมากขึ้น เพราะมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณกำลังค้นหาอยู่

6. ใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามภูมิศาสตร์

ข้อมูลคีย์เวิร์ด Google Trends โดยมองหาผ่านตําแหน่งทางภูมิศาสตร์ คุณสามารถใช้กําหนดพื้นที่ที่ดีที่สุดในการเผยแพร่เพื่อโปรโมตเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ ในบริเวณที่กำลังมีความสนใจในเนื้อหานั้นเฉพาะพื้นที่ตรงนั้นได้เลย

ตัวอย่างเช่น หากผลิตภัณฑ์บางประเภทเป็นที่นิยมในเชียงใหม่หรือเชียงราย คุณก็อาจจะตั้งกิจกรรมส่งเสริมการขายและเนื้อหาที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นไปยังพื้นที่นั้นๆ เฉพาะไปเลย
ข้อมูลความนิยมของคีย์เวิร์ดตามภูมิภาคมีประโยชน์สําหรับการสร้างลิงก์หรือการสร้างเนื้อหาเพื่อการโปรโมทแคมเปญประเภท pay-per-click
ทั้งนี้ Google จะจัดอันดับหน้าเว็บ ตามผู้ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ดังนั้น การรวมความแตกต่างทางภูมิศาสตร์เข้ากับเนื้อหาของคุณ สามารถช่วยจัดอันดับคอนเทนต์หรือเว็บคุณให้อยู่ลำดับบนๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนเหล่านั้นเริ่มโปรโมทเนื้อหาของคุณในโซเชียลมีเดีย บล็อก และพอดแคสต์

7.การค้นพบเจตนา ในการค้นหาด้วยหมวดหมู่

Google Trends ช่วยให้คุณสามารถปรับแต่งข้อมูลคําหลักเพิ่มเติม โดยการค้นหาคีย์เวิร์ดตาม ประเภทหรือ Types จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ค้นหา เมื่อพวกเขามุ่งเน้นไปที่เจตนาเฉพาะประเภทนั้น ซึ่งการปรับแต่งการค้นหาของคุณจะช่วยให้คุณสามารถลบ “เสียงรบกวน” หรือสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากคีย์เวิร์ดของคุณ โดยมุ่งตรงไปยังข้อมูลที่มีความหมายมากที่สุด

7 วิธีนี้เป็นเคล็ดลับเบื้องต้นในที่คุณจะสามารถ Google Trends ในการสร้างสรรค์ให้ SEO ได้รับการจัดอันดับในลำดับที่ดีขึ้น ซึ่งอาจเปรียบได้ว่าเป็นเข็มทิศเป็นคำบอกใบ้ที่ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น ดีกว่าเดาถูกผิดไปอย่างไม่มีรู้ทิศทาง ที่สำคัญคือยังเป็นเครื่องมือฟรีด้วย ซึ่งจะทำให้คุณสามารถพัฒนาเว็บและคอนเทนต์ให้ดีขึ้นได้.

SHARES
×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ของเรา

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับ
Manage Consent Preferences บันทึก