Keyword Research สำหรับ SEO

Digimusketeers
16 December 2021

เคล็ดลับและแนวทางปฏิบัติยอดนิยม

พูดถึงวิธีเพิ่มยอดคนเข้าชมเว็บไซต์ด้วยการทำ SEO กันบ่อยแล้ว คราวนี้เรามาเจาะลึกในเรื่อง Keyword Research กันบ้างเพราะเป็นกระบวนการที่มีส่วนในความสำเร็จของการทำ SEO เป็นอย่างมาก และในการศึกษาเพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่จะนำมาใช้นี้ ไม่ว่าจะเป็นคำค้นหา (keywords) หรือวลีค้นหา (keyword phrases) สิ่งที่ต้องทำคือวิเคราะห์ว่าคนที่กำลังเสิร์ชเขากำลังมองหาอะไร มีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ค้นหาสิ่งนั้น และพวกเขาต้องการข้อมูลในรูปแบบใด ซึ่งกระบวนการทำ Keyword Research จะทำให้คุณทราบว่ากลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายด้านการตลาดนั้นค้นหาข้อมูลที่ต้องการด้วยคำค้นหาใดบ้าง และสามารถสรรหาคีย์เวิร์ดมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์ได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของคนเหล่านั้นและเกิดเป็นคอนเวอร์ชั่นอย่างที่ต้องการต่อไป ไม่แน่ว่าเคล็ดลับและแนวทาง 4 ข้อที่เราจะหยิบยกมาให้อ่านต่อไปนี้อาจจะเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการทำ SEO ให้กับคุณก็เป็นได้

#1 อยากให้เนื้อหาติดอันดับใน SERPs เวลาเลือกคีย์เวิร์ดมาทำ SEO ต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยต่อไปนี้

ความเกี่ยวข้อง (Relevance)

Google จะคัดเลือกเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาขึ้นมาแสดงก่อน โดยจะพิจารณาว่าเนื้อหาในหน้าเว็บตรงกับความต้องการของผู้ค้นหรือไม่ เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีสำหรับการสืบค้นไหม ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ธุรกิจควรเลือกทำ SEO ด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องและตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก แม้ว่าคีย์เวิร์ดหรือวลีที่เลือกอาจจะมีปริมาณการค้นหา (Search volume) อยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น

ความน่าเชื่อถือ (Authority)

ถ้า Google มองว่าเนื้อหาจากเว็บเพจไหนมีความน่าเชื่อถือในคีย์เวิร์ดที่ใช้ ก็จะให้น้ำหนักกับเว็บเพจนั้นก่อน แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นคีย์เวิร์ดหลัก (Head terms) แล้ว เว็บเล็ก ๆ ก็จะสู้กับแบรนด์ใหญ่ได้ยากเว้นเสียแต่ว่าจะมีเนื้อหาที่สุดยอดจริง ๆ วิธีเพิ่มความน่าเชื่อถือที่นิยมทำกันคือใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้มากเข้าไว้และพยายามหา Backlinks เข้ามาเยอะ ๆ หรือไม่ก็หันไปทำ Long-tail keywords ซึ่งเป็นวลีค้นหาที่มีความเจาะจงไปในด้านใดด้านหนึ่งแทน

รูปภาพ: ผลการค้นหาอันดับบน ๆ ของคีย์เวิร์ด “อาหารสุนัข” เป็นของบริษัทใหญ่เกือบทั้งหมด

ปริมาณการค้นหา (Search volume)

ปริมาณการค้นหาคือจำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่มีการค้นหาคีย์เวิร์ดหรือวลีนั้นในแต่ละเดือน โดยทั่วไปแล้วคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาสูง โอกาสที่จะติดอันดับก็ยากตามไปด้วย ในทางกลับกันคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาต่ำจะทำแล้วติดง่ายกว่า แต่ก็ต้องวางแผนให้รอบคอบเพราะถ้าไม่มีใครค้นด้วยคีย์เวิร์ดที่ว่านี้ มันก็เปล่าประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่มีทั้งปริมาณการค้นหาที่พอเหมาะและมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ

#2 เลือกแบบไหนดีนะ Head Terms VS Long-tail Keywords

คีย์เวิร์ดที่เป็นคำหลักมักจะมีความยาวไม่เกิน 3 คำ และกินความหมายกว้าง แบบนี้เรียกว่า Head term keywords เช่น “อาหารสุนัข” ส่วนคีย์เวิร์ดที่เป็นวลีเฉพาะจะยาวกว่า 3 คำ และมีความหมายที่เจาะจงมากขึ้น อันนี้เรียกว่า Long-tail keywords เช่น “อาหารสุนัขยี่ห้อไหนดี” ซึ่งเวลาทำ SEO คุณควรใช้คีย์เวิร์ดทั้งสองแบบคละกันไป เพราะแม้ว่า “อาหารสุนัข” จะมีปริมาณการค้นหาที่สูงกว่าและมีผลดีในระยะยาวตรงที่อาจจะมีโอกาสพาคนเข้ามาในเว็บได้มากกว่า (ถ้าโชคดีติดอันดับได้) แต่คนเข้าชมเว็บกลุ่มที่มาจากการเสิร์ชหาด้วยคำกว้าง ๆ นี้อาจจะแค่กำลังมองหาข้อมูลทั่วไปเท่านั้น เมื่อเทียบกับคนที่เสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ด “อาหารสุนัขยี่ห้อไหนดี” กลุ่มหลังนี้มีแนวโน้มที่พร้อมจะสร้างคอนเวอร์ชั่น (ซื้อ) มากกว่า และเนื่องจาก Long-tail keywords มีปริมาณการค้นหาที่น้อยกว่า นั่นจึงหมายความว่ามีคู่แข่งน้อยกว่าและมีโอกาสติดอันดับที่ดีได้เร็วกว่าด้วย

รูปภาพ: วิธีหาไอเดียทำ Long-tail keywords ที่ง่ายที่สุดคือเข้าไปพิมพ์คีย์เวิร์ดใน Google แล้วเลื่อนลงไปดู Related searches ที่ด้านล่างของหน้า

นอกจากวิธีนี้ก็ยังมีเครื่องมือ Keyword Research ให้เลือกใช้กันอยู่หลายรูปแบบ อาทิ Google Keyword Planner, Ubersuggest, Ahrefs, SEMrush ฯลฯ

#3 ลูกค้าคือคนสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเลือกคีย์เวิร์ด

แนวทางในการเลือกใช้คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมนั้น นอกจากคีย์เวิร์ดหรือวลีที่นำมาใช้จะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าพยายามค้นหาหรือสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้ว คุณยังต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกด้วยว่าลูกค้าที่คุณต้องการจะสื่อสารด้วยอยู่ในขั้นไหน

Early-stage Customers

ลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ในระหว่างหาข้อมูลเพื่อทำความรู้จักกับสินค้าและบริการ คีย์เวิร์ดหรือวลีที่ใช้ควรต้องนำไปสู่การตอบคำถามประเภท who, what, when, where, why, how เพื่อให้ข้อมูลและสร้างการรับรู้ก่อน เช่น “อาหารสุนัขมีกี่ประเภท” “อาหารสุนัขที่ได้รับความนิยม”

Middle-stage Customers

ลูกค้ากลุ่มนี้ทราบข้อมูลพื้นฐานมาบ้างแล้ว และตอนนี้ต้องการข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบและตัดสินใจ ดังนั้นคีย์เวิร์ดหรือวลีที่ใช้ควรพูดถึงราคาและนำไปสู่การเปรียบเทียบว่าอะไรดีที่สุด หรืออันไหนดีกว่า เช่น “อาหารเม็ดสุนัขราคาถูกที่สุด” “ราคาอาหารสุนัข 20 กก.”

End-stage Customers

ลูกค้ากลุ่มนี้พร้อมซื้อแล้ว คุณสามารถใช้คีย์เวิร์ดหรือวลีที่กระตุ้นให้พวกเขาลงมือจ่ายเงินได้เลย เช่น “สั่งซื้ออาหารสุนัขพรีเมี่ยม” และ “อาหารสุนัขพร้อมส่ง”

#4 อย่าอายที่จะแอบดูคู่แข่ง

ในการแข่งขันช่วงชิงตลาดไม่มีข้อห้ามในเรื่องนี้ และไม่ใช่ว่าคู่แข่งใช้คีย์เวิร์ดนี้แล้วคุณจะใช้ซ้ำอีกไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งของคุณมองข้ามไปก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ ไม่แน่ว่าส่วนแบ่งตลาดในคีย์เวิร์ดนี้อาจจะยังไม่มีเจ้าของก็ได้ เครื่องมือในการส่องคู่แข่งที่น่าสนใจมีหลายแบบ วิธีหนึ่งที่ง่าย รวดเร็ว และนิยมใช้กันคือเข้าไปพิมพ์ URL ของคู่แข่งใน Ahrefs เพียงเท่านี้ก็จะมีรายงานออกมาให้คุณทราบทันทีว่าโดเมนนี้มีคีย์เวิร์ดอะไรยังไงบ้าง

สุดท้ายนี้เมื่อคุณทำ Keyword Research จนหาคีย์เวิร์ดที่ตอบโจทย์ได้แล้ว คุณก็สามารถเริ่มลงมือสร้างหัวข้อให้กับคอนเทนต์ที่จะเขียนได้เลย จากนั้นค่อยเอาคีย์เวิร์ดที่เลือกมาแฝงเข้าไปในเนื้อเรื่องตามกลยุทธ์ SEO ที่เคยศึกษากันมา ###

========================

ข้อมูลจาก
https://www.searchenginejournal.com/keyword-research-conductor-tips/426263/
https://blog.hubspot.com/marketing/how-to-do-keyword-research-ht

SHARES
×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ของเรา

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับ
Manage Consent Preferences บันทึก