ตลาด Beauty

เจาะลึกตลาด Beauty จากซื้อเพื่อความสวยจากภายนอก ถึงการสวยจากภายใน

Digimusketeers
5 November 2021

ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ในบ้านเรามีบ้านเรามีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ลดลงจากที่ผ่านมากว่า 4.5% เรียกได้ว่าเป็นปีที่เติบโตน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

แม้ในปี 2564 โรคระบาดยังคงมีอยู่ แต่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต่างก็ปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ ทางสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย ประเมินแนวโน้มตลาดเครื่องสำอาง ปีนี้จะเติบโตอย่างต่ำ 3% นับเป็นการฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

เจาะ Insight ผู้บริโภคกลุ่ม Prestige Beauty 

ถึงจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคยังรักสวยรักงาม ยิ่งกว่านั้นมาพร้อมกับการดูแลสุขอนามัยเข้นข้นขึ้น แม้อยู่บ้านต้องยังต้องดูแลผิวพรรณ อาบน้ำ ทำความสะอาดผม ส่งผลให้สินค้าหมวดดูแลผิวพรรณหรือสกินแคร์ ยังขยายตัว รวมถึงหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีการเติบโตได้ โดยทั้ง 2 หมวดยังเป็นตลาดใหญ่มูลค่า 80,000 ล้านบาท และ 30,000 ล้านบาทตามลำดับ รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มทำความสะอาด เช่น ครีมอาบน้ำด้วย 

ขณะที่เครื่องสำอางที่หดตัวยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สีสันหรือเมกอัพ มีมูลค่าราว 20,000 ล้านบาท หดตัว 10% เมื่อผู้บริโภคต้องทำงานที่บ้าน อยู่บ้านมากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงลดน้อยลง แต่ด้วยขนาดตลาดไม่ใหญ่ การหดตัวที่เกิดขึ้นจึงไม่กระเทือนภาพรวมมากนัก  

4 พฤติกรรมนักช้อปสายบิวตี้

เพื่อให้คุณเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น The1 Insight จึงได้วิเคราะห์ผู้บริโภคสายบิวตี้ออกมาได้ 4 แบบ คือ

  1. Ritualist สายซื้อซ้ำ กลุ่มผู้มีกำลังซื้อและความภักดีต่อแบรนด์สูง (Brand Loyalty)
  2. Trialist สายชอบลอง กลุ่มคนรักผลิตภัณฑ์ความงามที่ชอบลองแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เสมอ 
  3. Skin Concern สายรักผิว กลุ่มคนรักสกินแคร์ที่เน้นการดูแลผิวพรรณอย่างจริงจังมากกว่าการแต่งเติม ชอบหาข้อมูลส่วนผสมและใช้ในการเลือกลองสกินแคร์อย่างหลากหลายตามความต้องการของผิว 
  4. Cover-Up สายเมคอัพ กลุ่มคนที่ชอบและสนุกสนานกับการแต่งหน้า แต่งเติมเสริมความงามด้วยเครื่องสำอางและอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ โดยอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณมากนัก

4 เทรนด์น่าจับตามองในกลุ่มสินค้า Beauty

  1. ใช้จ่ายกับผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์มากขึ้นและแต่งหน้าน้อยลง ซึ่งเกิดจากการที่ผู้คนอยู่บ้านมากขึ้นและใส่หน้ากากอนามัยเสมอเมื่อออกนอกบ้าน ยืนยันด้วยตัวเลขยอดขายสกินแคร์ที่เติบโตถึง 11% ในขณะที่ยอดขายในกลุ่มเมกอัพตกลง 17% 
  2. ผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำหอมที่เติบโตสวนทางตลาดอย่างมีนัยยะสำคัญและขัดกับความเข้าใจด้านพฤติกรรมโดยทั่วไป คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เมื่อต้องออกนอกบ้านและพบปะผู้คน เพราะในยุคโควิดหลังปี 2019 เป็นต้นมา ยอดขายน้ำหอมกลับโตถึง 12% เพราะน้ำหอมได้กลายเป็น Affordable Luxury ที่ช่วยบำบัดจิตใจให้กับผู้บริโภคในช่วงสภาวะนี้นั่นเอง
  3. ยอดการใช้จ่ายต่อบุคคลในกลุ่ม Prestige Beauty เพิ่มขึ้น 5% สวนทางกับเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศได้ ทำให้ให้ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น เป็นโอกาสที่ช่วยสร้างยอดขายในประเทศให้กับแบรนด์สินค้า Beauty ต่างๆ 
  4. การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 122% โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลรายบุคคลแล้ว พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้จ่ายในช่องทางออนไลน์ ยังคงซื้อสินค้าเดิมที่เคยซื้อจากหน้าร้าน โดยพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องทางการซื้อสินค้า Beauty นั้น สอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เห็นพ้องต้องกันว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวและยั่งยืน (Sustainable Growth) 

Omni-Channel กลยุทธ์ที่เหมาะกับกลุ่มสินค้า Beauty

จากข้อมูลข้างต้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ในวิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ผู้คนพยายามกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ กลยุทธ์แบบ Omni-Channel เป็นสิ่งที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญในการเตรียมพร้อมและลงทุนในแง่เทคโนโลยีเพื่อให้ไม่เสียโอกาสทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce Application และ Website, Social Commerce รวมถึง New Sales Channels อย่าง Chat & Shop, Call & Shop และ Personal Shopper

การเข้าใจลูกค้า ยิ่งส่งผลดีต่อการทำตลาดแบบ Personalized Marketing

การจะเข้าใจความต้องการลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริง คุณต้องรู้จักและเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง Personalized marketing หรือ การตลาดแบบเฉพาะบุคคล จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของการทำการตลาดในยุคของ MarTech ที่แบรนด์สามารถส่งมอบประสบการณ์ เนื้อหา สินค้าที่เฉพาะเจาะจงให้กับลูกค้ารายบุคคลได้ทั้งในแบบ Offline และ Online อาทิ หากลูกค้าของแบรนด์อยู่ในกลุ่ม Ritualist แบรนด์ควรจัดกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อรักษาความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว หรือแนะนำผลิตภัณฑ์กลุ่มใกล้เคียงกับที่ลูกค้าเคยใช้อยู่แล้วให้อยู่เสมอ รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ 

สำหรับกลุ่ม Trialist ที่เป็นนักทดลอง แบรนด์ควรที่จะมุ่งเน้นเรื่องการสร้าง visibility ให้สินค้าได้ปรากฏในช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Social Network, Facebook Page หรือ Influencerv พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นเพื่อให้เกิดการตัดสินใจ ส่วนกลุ่ม Skin Concern แบรนด์ควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โดยผู้บริโภคไม่ต้องร้องขอ ตั้งแต่วิธีการผลิต แหล่งที่มาของส่วนผสม ไปจนถึงผลการวิจัยต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้า สุดท้ายสำหรับ Cover-Up กลุ่มคนรักการแต่งหน้าโดยพื้นฐานมักจะไม่ขาดการช้อปผลิตภัณฑ์เมกอัพที่ออกมาใหม่อยู่เสมอ แต่หากแบรนด์ต้องการสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น แบรนด์ควรให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สกินแคร์ที่เกี่ยวข้องและช่วยเสริมประสิทธิภาพของการแต่งหน้า พร้อมนำเสนอสินค้าใกล้เคียง 

ทำ Content Marketing กลุ่มสินค้า Beauty

  1. เพิ่มความน่าสนใจด้วยข้อมูลสุดละเอียดและย่อยง่าย

การที่จะให้แบรนด์เครื่องสำอางดูน่าสนใจ คุณต้องจับจุดให้ได้ว่าลูกค้าสนใจเรื่องอะไร หต้องให้ลูกค้าได้เห็นของจริง ด้วยการทำคอนเทนต์รีวิว บอกข้อมูลและส่วนผสมให้ละเอียด เช่น รีวิวลิปสติก ก็ต้องสวอชสีให้เห็นชัดๆ ทดสอบความติดทนด้วยการกินอาหาร, แชร์เทคนิค หรือ How to ต่างๆ แล้วค่อยตบเข้าสินค้าหรือบริการ หากผลลัพธ์ออกมาดี คุณก็มีโอกาสปิดการขายได้ทุกเมื่อ

  1. คอนเทนต์เม้ามอยตามตามประสาเพื่อนสาว

บางครั้งคอนเทนต์ที่เหมาะกับผู้หญิงอาจเป็นคอนเทนต์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาหนักๆ ชวนปวดหัวก็ได้ ลองทำคอนเทนต์พูดคุยที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งเม้ามอยตามประสาเพื่อนสาวดูบ้างก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งอาจเป็นประเด็นเรื่องคาเฟ่ที่ถ่ายรูปสวย ครีมบำรุงผิวที่ใช้แล้วหน้าฉ่ำวาว เป็นต้น เน้นการแชร์ข้อมูลดีๆ ซึ่งกันละกัน ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ก็ได้ ขอแอบกระซิบว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนนั้นยาวนานและเหนียวแน่นกว่าเป็นไหนๆ 

  1. สร้างความมั่นใจด้วยรีวิวจากผู้ใช้จริง

ดั่งคำเปรียบที่ว่า “10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น” คำโฆษณาที่ดีที่สุดคือ คำบอกเล่าของผู้ใช้จริง หากคุณมีคอนเทนต์ประเภทนี้ แบรนด์ของคุณจะได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าในทันที ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วกว่าแบรนด์พูดเองแน่นอน อย่างไรก็ตาม คอนเทนต์ที่ใช้ต้องเป็นของจริง ใช้หน้าม้ามาทำแทนไม่ได้ หากคุณโดนจับโป๊ะได้ แทนที่จะได้ความน่าเชื่อถือ ในเสี้ยววินาทีนั้นคุณอาจสูญเสียทุกอย่างไปในพริบตา สำคัญที่สุดคือ ความ Real และความจริงใจนะครับ

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม คุณต้องทำให้แบรนด์เป็นที่พูดถึงให้ได้ นำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ และหมั่นอัปเดตข้อมูลเพื่อวางแผนการตลาดให้ทันสมัยอยู่เสมอ แบรนด์ต้องรู้ว่าช่องทางการสื่อสารแบบไหนที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีที่สุด แต่ละช่องทางจะให้ผลลัพธ์อย่างไร นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการตลาดให้เหมาะสม ทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย 

สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจความงาม เครื่องสำอาง หรือสกินแคร์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้ได้ เพื่อให้แบรนด์ทำตลาดออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพที่สุด สนใจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ในธุรกิจความสวยความงามได้ที่ https://digimusketeers.co.th/

ข้อมูลจาก 

https://www.the1.co.th/the1-insight

https://thaicosmetic.org/

SHARES
×

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save